5 ข้อควรระวังในการทำธุรกิจแฟรนไชส์

30 เม.ย. 2565
อยากลงทุนเปิดร้าน มีเจ้าของกิจการ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร กลัวพลาด กลัวเจ๊ง “ธุรกิจแฟรนไชส์” เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการลงทุนที่น่าสนใจ เพราะมีสูตร มีระบบให้พร้อม ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูก หรือทดลองรสชาติ ดูตลาดลูกค้า ลดโอกาสการเสี่ยง  คิดว่าถ้าเราทำเหมือนเจ้าหลักเป๊ะ กำไรจะหนีไปไหน?  MHA เตือน! 5 ข้อควรระวัง ในการทำธุรกิจแฟรนไชส์ อาจมีช่องโหว่ ที่คุณไม่รู้ หรือมองข้ามไป คลิกอ่านได้ในอัลบั้ม เพิ่มโอกาสแห่งความสำเร็จได้มากขึ้น!

1. วิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจ คุ้มค่าหรือไม่ ก่อนตัดสินใจลงทุน 

เพื่อไม่ให้คุณคัดเลือกแฟรนไชส์ผิด เพราะการซื้อแฟรนไชส์ คือการลงทุนซื้อแบรนด์ของคนอื่นมาทำ ดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยในการลงทุนหลายตัว ไม่ว่าจะเป็น ชื่อเสียงของแบรนด์ ความง่ายยากซับซ้อนของการปฏิบัติงาน ระบบสนับสนุนจากเจ้าของแฟรนไชส์ ต้องคิดไปถึงทำเลที่จะทำร้านว่าเหมาะกับร้านอาหารที่จะลงทุนหรือไม่ ค่าลิขสิทธิ์ค่าใช้จ่ายต่อเดือนเหมาะสมกับสิ่งที่ได้รับรึเปล่า และจะใช้เวลาคืนทุนนานเท่าไหร่ ซึ่งทั้งหมดนี้เราเรียกกันว่า #การวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจ เพื่อจะหาคำตอบว่า การลงทุนครั้งนี้คุ้มค่าหรือไม่?  แฟรนไชส์ที่ดีจะช่วยเราคิดเรื่องนี้ เพราะถือว่าเราเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจที่พร้อมจะเติบโตขยายสาขาไปด้วยกัน ไม่ใช่ขายแฟรนไชส์เพื่อหวังกำไรจากเราอย่างเดียว ขายครั้งเดียวและจบกัน

2. ระวังคู่มือปฏิบัติงานและสัญญาแฟรนไชส์ไม่ชัดเจน-มีความซับซ้อน 

ให้มองว่าแฟรนไชส์ คือการขยายสาขาของแบรนด์ โดยที่เราเป็นคนบริหารสาขา ลูกค้ามาใช้บริการเพราะติดใจอาหารและบริการของแบรนด์นี้ ดังนั้นแต่ละสาขาต้องมีมาตรฐานเดียวกัน ปกติแฟรนไชส์มักจะมีการเทรนเจ้าของและพนักงานให้ก่อนจะทำการขายจริง และจะมีคู่มือปฏิบัติงานที่จะบอกรายละเอียดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติงานในส่วนต่างๆของร้าน สูตรอาหาร ฯลฯ โดยผู้ที่ซื้อแฟรนไชส์จะต้องทำความเข้าใจและปฏิบัติตามให้ถูกต้อง 

ถ้าคู่มือเข้าใจยาก ไม่มีการอบรมก่อนเริ่มธุรกิจ ก็ยากจะรักษาคุณภาพได้ตามที่แบรนด์กำหนด  รวมถึงสัญญาแฟรนไชส์ที่ไม่ชัดเจน ไม่ได้ระบุชัดว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ เช่น ปรับสูตรอาหารได้หรือไม่ เปลี่ยนการตกแต่งร้านได้หรือไม่ ฯลฯ ทั้งหมดนี้จะทำให้การปฏิบัติงานยากขึ้น ไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้เมื่อเกิดข้อสงสัย ดังนั้นถ้าตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์ต้องศึกษาคู่มือและสัญญาให้ละเอียดก่อน ถ้าไม่แน่ใจอะไรให้ซักถาม


3. ทำเลไม่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 

แบรนด์ดังแค่ไหน #ถ้าทำเลไม่ใช่ก็ขายยาก กรณีตัวอย่าง แฟรนไชส์อาหารญี่ปุ่นเจ้าหนึ่ง ขายซูชิคำละ 15-35 บาท สาขา A เปิดในปั๊มน้ำมันใกล้กับโรงพยาบาลเอกชน สถานศึกษา แหล่งธุรกิจ คอนโด และหมู่บ้านจัดสรร มีลูกค้าหมุนเวียนเข้าออกตลอดเวลา สาขานี้สามารถทำรายได้ต่อเดือนได้หลักแสน 

ในขณะที่อีกสาขาหนึ่ง เปิดใกล้กับตลาดสดย่านปริมณฑล เป็นย่านโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ได้อยู่ใกล้แหล่งทำงานอื่น ไม่มีสถานศึกษาอยู่ใกล้ และยังมีคู่แข่งเป็นซูชิราคาถูกในตลาดหลายเจ้าที่ตอบโจทย์ผู้ที่สัญจรแถวนี้มากกว่า สาขานี้จึงทำนี้ยอดขายได้เพียงหลักหมื่นต่อเดือนเท่านั้น 

เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายแล้วแทบไม่มีกำไรเลย จากกรณีตัวอย่างจะเห็นว่า ทำเลเป็นสิ่งสำคัญ ปกติเจ้าของแฟรนไชส์จะช่วยเราวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการขายตามทำเลที่เราตั้งใจจะเปิด ว่ามีโอกาสในการขายได้มากน้อยขนาดไหน อย่างไรก็ตามเราเองต้องสามารถวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ให้ได้ด้วยเช่นกัน

4. ไม่เก็บค่า Royalty ต้นทุนต่ำแต่ความเสี่ยงก็สูง

Royalty fee คือค่าตอบแทนที่เจ้าของแฟรนไชส์เรียกเก็บอย่างต่อเนื่องจากผู้ซื้อแฟรนไชส์ โดยคิดจากยอดขาย โดยทั่วไปมักจะเรียกเก็บเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขายแต่ละเดือน ซึ่งถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งของผู้ซื้อแฟรนไชส์

ค่า Royalty fee นี้ถือเป็นรายได้ของเจ้าของแฟรนไชส์ ซึ่งโดยทั่วไปจะนำไปสนับสนุนแบรนด์และสาขาต่างๆอีกทีหนึ่ง เช่น ค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาแบรนด์ ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ค่าการตลาด(บางเจ้าอาจเก็บแยกออกมาต่างหาก) ฯลฯ เจ้าของแฟรนไชส์หลายเจ้าไม่เก็บค่า Royalty fee เพื่อทำให้คนซื้อรู้สึกว่าต้นทุนต่ำลง และดึงดูดให้คนมาซื้อแฟรนไชส์มากขึ้น

แต่ต้องไม่ลืมว่าเมื่อเจ้าของแฟรนไชส์ไม่มีรายได้ต่อเดือนในการเอาไปบริหารการตลาดของแบรนด์แล้ว ภาระความเสี่ยงทั้งหมดจึงตกอยู่ที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์เท่านั้น โดยเฉพาะแฟรนไชส์บางเจ้าที่จ่ายค่าแรกเข้าครั้งเดียวแล้วจบ ซึ่งหลังจากนั้นจะไม่ค่อยมีการซัพพอร์ตจากแบรนด์เท่าไหร่ เพราะถือว่าขายขาดไปแล้ว 

5. ขาดความพร้อม ทั้งแผนสนับสนุน และแผนการตลาดในระยะยาว

อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้น ธุรกิจแฟรนไชส์ที่ดี คือการเป็นหุ้นส่วนธุรกิจระหว่างเจ้าของและคนซื้อแฟรนไชส์ ต้องเข้าใจว่าเจ้าของแฟรนไชส์เองต้องผ่านการลองผิดลองถูก ทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จมาแล้วในระดับหนึ่ง จึงอยากต่อยอดธุรกิจตัวเอง ในขณะที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ก็อยากเข้ามาลงทุนในธุรกิจโดยยอมเอาเงินมาลงทุนเสี่ยงโดยไม่มีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจนั้นดีเท่าเจ้าของแฟรนไชส์ ดังนั้นเจ้าของแฟรนไชส์จะต้องเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจให้กับผู้ซื้อด้วย คอยสนับสนุนการทำงานของผู้ซื้อแฟรนไชส์ทุกด้าน โดยเฉพาะต้องช่วยวางแผนการตลาดในกับร้าน เพื่อกระตุ้นยอดขายและสร้างกำไรให้กับผู้ลงทุนซื้อแฟรนไชส์ ถ้าเจ้าของแฟรนไชส์ไม่มีระบบซัพพอร์ทที่ดี ไม่มีแผนการตลาดที่มองถึงความมั่นคงในอนาคตของผู้ร่วมลงทุน ก็ถือว่าไม่มีความพร้อมในการทำแฟรนไชส์

แต่เดี๋ยวก่อน! จะเปิดร้านอาหารด้วยโมเดลไหนก็แล้วแต่ ต้องรู้ด้วยว่าจะคืนทุนเมื่อไหร่ นอกจากจะศึกษาแฟรนไชส์แต่ละตัวแล้ว ต้องหัดวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางธุรกิจให้เป็นด้วย ที่สำคัญคือต้องวิเคราะห์เองให้เป็น! อ่านข้อมูลให้ขาด มาเรียนรู้เจาะลึกไปกับคอร์ส #การศึกษาความเป็นไปได้ธุรกิจร้านอาหาร โดย อาจารย์เซ็ธ ที่ปรึกษาธุรกิจร้านอาหารและแฟรนไชส์ คอร์สที่จะสอนการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ หาจุดคุ้มทุน วิเคราะห์การตลาด และการเขียนแผนธุรกิจ ฟรี! คลิกเลย => https://bit.ly/3xRoPpi (ลงชื่อเข้าใช้ มุมบนขวาก่อนเข้าสู่บทเรียน)
สำรวจหัวข้อเพิ่มเติม

Keep reading

รับแรงบันดาลใจจากเนื้อหาสำหรับร้านอาหาร

ดูบทความทั้งหมด
คุณสนใจหมวดหมู่ใด